กินเหล้า กับ ผี

สัปเหร่อบุญวัดสะพานเป็นคนพูดค่ะ วัดนี้มีชื่อตามทางการคือ “วัดทัศนารุณสุนทริการาม” แต่ชาวบ้านละแวกประตูน้ำและทุ่งมักกะสันมักออกเสียงว่า “วัดตะพาน” แทบทุกคน
สมัยก่อนการคมนาคมไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ ชาวบ้านส่วนมากใช้แม่น้ำลำคลองในการเดินทาง ทั่วกรุงมีคลองเล็กคลองน้อยมากมาย อย่างคลองนกใกล้ๆ คลองแสนแสบ หรือคลองไผ่ข้างสนามม้าสระปทุม เดี๋ยวนี้ไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว
วัดสะพานสมัยนั้นขึ้นชื่อเรื่องผีดุ ผู้ใหญ่มักจะขู่เด็กให้เลิกงอแงว่าเดี๋ยวผีวัดสะพานจะมานะ รับรองว่าเงียบกริบ หรือไม่ก็ล้อคนกินจุว่า…สงสัยโดนปอบวัดสะพานสิง
พวกคอเหล้าก็ชอบออกตัวว่า ผีวัดสะพานมันกลัวคนขี้เมา!
“คนตายไม่มีเพื่อน” ที่ตาชูชอบพูดบ่อยๆ ให้คนอื่นติดใจ นำมาพูดเป็นเชิงปลงอนิจจังว่า ใครๆ เขาก็นับญาติกับคนเป็นๆ ทั้งนั้น ยิ่งคนรวยยิ่งมีญาติมิตรนับไม่ถ้วน
ว่าแต่ “ผีไม่มีเพื่อน” จะเป็นความจริงแน่ละหรือ?
ตอนดึกๆ มักมีพวกคนเมามาจากประตูน้ำกลุ่มใหญ่ ส่งเสียงเอะอะข้ามทางรถไฟมา หมูหมาเห่าขรม แต่พวกนั้นนอกจากจะด่าแล้วยังเมามายขนาดท้าหมาให้ออกมาตีกันก็มี บางกลุ่มเมาหนักจนเลี้ยวเข้าป่าช้าวัดสะพานก็มี ตะโกนเรียกผีให้ไปกินเหล้ากัน
พวกนั้นอุตริเข้าไปกินเหล้าในป่าช้า มีหลุมศพทั้งเก่าและใหม่เรียงรายระเกะระกะ ขนาดเห็นตอนกลางวันยังเสียวสันหลัง เมื่อนึกถึงร่างที่นอนอยู่ในโลงแคบๆ ใต้ดิน …เหลือแต่ซากก็มี กำลังพองอืดเน่าเฟะเต็มโลงก็มี
คิดอีกทีก็น่าเห็นใจที่คนตายไม่มีเพื่อน…ใครอยากเป็นเพื่อนกับซากศพล่ะคะ?
คนเมาที่ยกโขยงไปกินเหล้าในป่าช้าอ้างว่าอยากเห็นผีบ้าง ถ้าเห็นก็จะมองดูเฉยๆ หรือไม่ก็หัวเราะใส่หน้า…ดูซิผีจะมีปัญญามาทำอะไรคนเป็นๆ ได้ล่ะ? อ้างว่ามากินเหล้าเป็นเพื่อนผีบ้าง ประเหมาะจะได้ชวนผีกินเหล้าด้วยกันซะเลย!
สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ถือว่าดึกแล้วค่ะ พวกวิตถารเดินผ่านหมู่บ้านเข้าป่าช้า เสียงหมาเห่าหอนค่อยเงียบหายไป จะดังน่ารำคาญอีกครั้งก็ตอนที่พวกขี้เมาพากันยกโขยงกลับออกมาราวๆ สี่ห้าทุ่ม
ตอนเช้าเห็นไม้ปักหลุมศพ เขียนชื่อผู้ตายไว้ ตกหล่นอยู่ข้างทางสองสามอัน บางคนว่าผีดุ แต่ของจริงน่ะไม่ใช่ผีสางที่ไหนหรอกค่ะ พวกขี้เมานั่นแหละที่คว้าจากหลุมผีมาเป็นไม้กันหมา พอเห็นว่าพ้นภัยก็โยนทิ้งไป…เดือดร้อนชาวบ้านต้องกลับไปปักที่หลุมศพตามเดิม แต่จำหลุมไม่ได้ก็ต้องปักส่งเดช…สมัยนี้คงบอกว่า มั่วกันไปหมด
คืนหนึ่งเรื่องขนหัวลุกก็อุบัติขึ้น!
ช่วงนี้พี่ชายพ่อดิฉันชื่อลุงเติม อยู่คลองบ้านม้า บาง กะปิ แกมาทำธุระที่กรุงเทพฯ โดยพักอยู่ชั้นล่าง…พอได้ยินเสียงหมาเห่า เสียงขี้เมาเอะอะเข้ามา ลุงเติมก็คว้าไม้คมแฝกทันที พ่อต้องรีบห้าม บอกว่าอย่าไปสนใจเลย ไม่ช้ามันก็ต้องเจอดีเข้าจนได้
เมื่อพวกขี้เมาผ่านเข้าป่าช้า เสียงหมาก็เงียบไป…คืนนั้นดิฉันเกิดตาแข็ง นอนหลับๆ ตื่นๆ จนได้ยินเสียงหมาดังขรมอีกครั้ง คราวนี้ขี้เมาส่งเสียงเอะอะแต่อ้อแอ้เพราะเมาหนัก ได้ยินใครตะโกนว่า…ไม่มีผีซักตัว! ถุย…เสียเวลาเปล่าๆ
ลุงเติมแกนักเลงลูกทุ่ง ฉวยคมแฝกออกไปยืนด่าหน้าบ้าน พ่อลุกตามไปติดๆ หมาก็เห่าระงม ขี้เมาร้องด่าอึง พ่อดึงลุงเติมเข้าบ้าน บอกว่าเดี๋ยวพวกมันก็ออกไปกันหมดแล้ว แต่ลุงเติมกลับยกไม้คมแฝกขึ้นชี้ไปทางพวกขี้เมาที่หันซ้ายหันขวาสู้กับหมา
“หมดที่ไหนล่ะ มีไอ้กลุ่มหลังตามมาเป็นพรวน…”
เสียงแกไม่ใช่เบาๆ ลมดึกพัดฮือ หมาหยุดเห่าแต่กลับหอนโจ๋ว…พวกขี้เมาหันไปมองก็เห็นร่างตะคุ่มๆ นับสิบ ทั้งผู้ชายผู้หญิง เด็กๆ ก็มี พากันเดินโยกเยกแต่เหมือนลอยตามหลังมา…เท่านั้นละค่ะคล้ายกับโลกทั้งโลกกำลังแตกกระจายทันที!
“เฮ้ย! ผีหลอก! ผีหลอกโว้ย…”
เสียงตะโกนลั่น ขี้เมากลุ่มนั้นวิ่งตะโพงหนีไม่คิดชีวิต ส่งเสียงโว้ยๆ ไปด้วย กลุ่มที่ตามหลังมาก็ค่อยๆ ถอยกลับไป…ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีขี้เมามากินเหล้าเป็นเพื่อนผีในป่าช้าวัดสะพานอีกเลยค่ะ
ที่มา เรื่องเล่าจาก ข่าวสด
